HDR10, HDR10+ และ Dolby Vision ล้วนเป็นมาตรฐานภาพช่วงความสว่างสูง (High Dynamic Range) ที่ทำให้ภาพมีทั้งส่วนสว่างจ้าและส่วนมืดสนิทในเฟรมเดียวกัน สีสันดูสมจริงกว่าภาพ SDR ทั่วไป ความต่างหลักอยู่ที่วิธีส่งข้อมูลความสว่าง (metadata) ให้จอทีวี HDR10 ใช้ค่าคงที่ทั้งเรื่อง ส่วน HDR10+ และ Dolby Vision ปรับค่าได้ทีละฉาก ทำให้ภาพแม่นยำกว่า โดยเฉพาะฉากที่มีทั้งแสงจ้าและเงามืดในเฟรมเดียวกัน
HDR10 มาตรฐานพื้นฐานที่ใช้กันแพร่หลาย
HDR10 เป็นมาตรฐาน HDR แบบเปิด (open standard) ไม่มีค่าลิขสิทธิ์ จึงกลายเป็นมาตรฐานขั้นต่ำที่ทีวีและกล่องสตรีมมิงเกือบทุกรุ่นในปัจจุบันรองรับ ข้อจำกัดคือ HDR10 ใช้ข้อมูลเมตาดาต้าแบบคงที่ (static metadata) กำหนดค่าความสว่างสูงสุดครั้งเดียวสำหรับทั้งเรื่อง ทำให้บางฉากที่มีทั้งจุดสว่างจัดและส่วนมืดปนกันอาจแสดงรายละเอียดได้ไม่ครบเท่ามาตรฐานที่ปรับค่าแบบไดนามิก
HDR10+ และ Dolby Vision ปรับความสว่างแบบไดนามิก
ทั้ง HDR10+ (พัฒนาโดย Samsung และ Amazon) และ Dolby Vision (พัฒนาโดย Dolby) ใช้เมตาดาต้าแบบไดนามิก (dynamic metadata) ที่ปรับค่าความสว่างและสีได้ละเอียดถึงระดับฉากหรือแม้แต่ระดับเฟรม ทำให้ภาพในแต่ละช่วงของเรื่องได้รับการปรับแต่งเฉพาะ ไม่ต้องใช้ค่าเดียวตลอดทั้งเรื่องเหมือน HDR10 ความแตกต่างระหว่างสองมาตรฐานนี้คือ Dolby Vision มักรองรับความสว่างสูงสุดในทางทฤษฎีที่มากกว่า และมีทีมงาน Dolby ช่วยปรับแต่ง (mastering) คอนเทนต์ในสตูดิโอโดยตรง ขณะที่ HDR10+ เป็นมาตรฐานเปิดที่ไม่มีค่าลิขสิทธิ์เหมือน Dolby Vision จึงพบในอุปกรณ์และคอนเทนต์จากค่ายที่ไม่ต้องการจ่ายค่าลิขสิทธิ์ Dolby
กล่องสตรีมมิงต้องรองรับ และคอนเทนต์ต้องมีด้วย
การได้เห็นภาพ HDR10+ หรือ Dolby Vision จริงต้องครบสามอย่าง คือกล่องสตรีมมิงรองรับมาตรฐานนั้น สายและพอร์ต HDMI รองรับแบนด์วิดท์ที่พอ และคอนเทนต์ที่กำลังดูต้องถูกมาสเตอร์มาในมาตรฐานนั้นจริง ๆ (ไม่ใช่ทุกเรื่องบน Netflix หรือ Prime Video จะมี Dolby Vision) ถ้าขาดอย่างใดอย่างหนึ่ง อุปกรณ์จะเล่นแบบ fallback กลับไปที่ HDR10 หรือ SDR โดยอัตโนมัติ กล่องสตรีมมิงรุ่นที่วางขายในปัจจุบันหลายรุ่น เช่น Amazon Fire TV Stick 4K Max ระบุสเปกไว้ชัดเจนว่ารองรับทั้ง Dolby Vision, HDR10 และ HDR10+ ในตัวเดียว ผู้ใช้จึงไม่ต้องเลือกมาตรฐานเอง อุปกรณ์จะเล่นตามมาตรฐานที่ไฟล์นั้นมาสเตอร์มา
เลือกอย่างไรให้เหมาะกับทีวีที่มีอยู่
สิ่งสำคัญกว่าการไล่ตามมาตรฐาน HDR คือการเช็กว่าทีวีที่บ้านรองรับมาตรฐานใดบ้าง เพราะกล่องสตรีมมิงที่รองรับ Dolby Vision จะไม่มีประโยชน์เต็มที่ถ้าทีวีรองรับแค่ HDR10 ทั่วไป กรณีนี้กล่องจะส่งสัญญาณแบบ fallback ให้อัตโนมัติ ภาพจึงยังดูได้ปกติแต่ไม่ได้อรรถรสของ Dolby Vision เต็มรูปแบบ สำหรับผู้ที่มีทีวี 4K HDR รุ่นใหม่ที่รองรับครบทุกมาตรฐาน การเลือกกล่องสตรีมมิงที่รองรับทั้ง Dolby Vision และ HDR10+ จะช่วยให้ใช้ประโยชน์จากทีวีได้เต็มที่ที่สุด
คำถามที่พบบ่อย
Q: ถ้าคอนเทนต์เป็น Dolby Vision แต่ทีวีรองรับแค่ HDR10 จะดูได้ไหม
A: ดูได้ปกติ กล่องสตรีมมิงจะแปลงสัญญาณ (fallback) ให้เป็น HDR10 โดยอัตโนมัติ ภาพจะไม่เสีย แต่จะไม่ได้อรรถรสความสว่างแบบไดนามิกเต็มรูปแบบของ Dolby Vision
Q: จำเป็นต้องมีสาย HDMI พิเศษเพื่อดู HDR หรือ Dolby Vision ไหม
A: ควรใช้สาย HDMI ที่รองรับ High Speed หรือ Premium High Speed ขึ้นไป เพื่อให้ส่งข้อมูลภาพ 4K HDR ได้ครบแบนด์วิดท์ สายรุ่นเก่าที่ไม่รองรับความเร็วที่พอ อาจทำให้ภาพไม่แสดงผล HDR หรือหลุดสัญญาณเป็นบางครั้ง
อ่านเพิ่มเติม
- Amazon Fire TV Stick 4K Max กับ 4K Max 2023 เลือกกล่องสตรีมมิงรุ่นไหนดี
- HDMI 2.0 กับ HDMI 2.1 ต่างกันอย่างไร จำเป็นแค่ไหนสำหรับกล่องสตรีมมิงและทีวี
- Google TV Streamer 4K กับ Amazon Fire TV Stick 4K Max 2023 เลือกกล่องสตรีมมิงระบบไหนดี
- อุปกรณ์สตรีมมิงทีวี Google TV รุ่นไหนดี เลือกอย่างไรให้เหมาะกับทีวีที่บ้าน
- ทีวีเก่าเปลี่ยนเป็น Smart TV ได้อย่างไร เลือกสตรีมมิงสติ๊กให้ตรงกับทีวีที่มี
- สินค้า: Amazon Fire TV Stick 4K Max รองรับ WiFi 6 รองรับการสั่งการด้
จัดทำโดยทีมเนื้อหา TMT Innovation